วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
10 นิสัยที่ทำให้สมองฝ่อ
1. ไม่ทานอาหารเช้า หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี้จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม
2. กินอาหารมากเกินไป การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น
3. การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์
4. ทานของหวานมากเกินไป การกินของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาองสมอง
5. มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายการสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะ เข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง
6. การอดนอน การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อนการอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้
7. นอนคลุมโปง การนอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานขอลสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว
9.ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมองการขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ
10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง
แหล่งที่มา : http://learners.in.th/blog/zenkyo/186917
ประโยชน์ของผัก 36 ชนิด
| ลำดับ | ชนิด | คุณสมบัติ |
| 1 | สะเดา (Neem tree) | มีเบต้าแคโรทีนสูง บำรุงสายตา เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้นอนหลับ |
| 2 | ผักกาดขาว (Chinese white cabbage) | ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ แก้ไอ มีโฟเลทสูง บำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์ |
| 3 | ต้นหอม (Shallot) | มีน้ำมันหอมระเหย บรรเทาอาการหวัด มีสารฟลาโวนอยด์ต้านมะเร็ง |
| 4 | แครอท (Carrot) | เบต้าแคโรทีนป้องกันโรคมะเร็ง มีแคลเซียม แพคเตท ลดระดับ คลอเลสเตอรอลได้ |
| 5 | หอมหัวใหญ่ (Onion) | มีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยลดอาการของโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด |
| 6 | คะน้า (Chinese kale) | มีแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และมะเร็ง |
| 7 | พริก (Chilli) | มีแคปไซซินกระตุ้นการขยายตัวของหลอดเลือด ช่วยให้เจริญอาหาร ขับเหงื่อ |
| 8 | กระเจี๊ยบเขียว (Okra) | ลดความดันโลหิต บำรุงสมอง ลดอาการกระเพาะหรือลำไส้อักเสบ |
| 9 | ผักกระเฉด(Water mimosa) | ดับพิษไข้ กากใยช่วยระบบขับของเสีย เพิ่มการเผาผลาญสารอาหาร |
| 10 | ตำลึง (Ivy gourd) | มีวิตามินเอสูง ดีต่อดวงตา เส้นใยจับไนเตรต ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร |
| 11 | มะระ (Chinese bitter cucumber) | มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อน ๆ น้ำคั้นลดระดับน้ำตาลในเลือด |
| 12 | ผักบุ้ง (Water spinach) | บรรเทาอาการร้อนใน มีวิตามินเอบำรุงสายตา ธาตุเหล็กบำรุงเลือด |
| 13 | ขึ้นฉ่าย (Celery) | กลิ่นหอม ช่วยเจริญอาหาร มีวิตามินเอ บี และซี บำรุงสมอง ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด |
| 14 | เห็ด (Mushroom) | แคลอรีน้อย ไขมันต่ำ มีวิตามินดีสูง ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เสริมกระดูกและฟัน |
| 15 | บัวบก (Indian pennywort) | มีวิตามินบีสูง ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย บำรุงสมองและความจำ บำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบ |
| 16 | สะระแหน่ (Kitchen mint) | กลิ่นหอมเย็นของใบให้ความสดชื่น ทำให้ความคิดแจ่มใส แก้ปวดหัว |
| 17 | ชะพลู (Cha-plu) | รสชาติเผ็ดเล็กน้อย แก้จุกเสียด ขับเสมหะ มีแคลเซียมสูง |
| 18 | ชะอม (Cha-om) | ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำไส้ มีเส้นใยคอยจับ อนุมูลอิสระ |
| 19 | หัวปลี (Banana flower) | รสฝาด แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และบำรุงน้ำนม มีกากใย โปรตีน และวิตามินซีสูง |
| 20 | กระเทียม (Garlic) | ลดไขมันในเลือด ป้องกันหัวใจขาดเลือด ใบกระเทียมมีโฟเลท เหล็ก วิตามินซีสูง |
| 21 | โหระพา (Sweet basil) | น้ำมันหอมระเหยทำให้โล่งจมูก ช่วยระบายลม มีเบต้าแคโรทีน แคลเซียม |
| 22 | ขิง (Ginger) | บรรเทาอาการหวัดเย็น ลดอาการคัดจมูก รสเผ็ดร้อน แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ |
| 23 | ข่า (Galangal) | น้ำมันหอมระเหย ช่วยระบบย่อยอาหารขับลม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา |
| 24 | กระชาย (Wild ginger) | บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ มีวิตามินเอและแคลเซียม |
| 25 | ถั่วพู (Winged bean) | ให้คุณค่าทางอาหารสูง มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสาร ช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว |
| 26 | ดอกขจร (Cowslip creeper) | กระตุ้นให้รู้รสอาหาร ให้พลังงานสูง ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน |
| 27 | ถั่วฝักยาว (Long bean) | มีเส้นใย ช่วยลดคอเลสเตอรอล มีวิตามินซี ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็ก บำรุงเลือด |
| 28 | มะเขือเทศ (Tomato) | มีวิตามินเอสูง วิตามินซี รสเปรี้ยว ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย และแก้อาการคอแห้ง |
| 29 | กะหล่ำปลี (White cabbage) | มีกลูโคซิโนเลท เมื่อแตกตัวจะเป็นสารต้านมะเร็ง และมีวิตามินซีสูง |
| 30 | มะเขือพวง (Plate brush eggplant) | ช่วยให้เจริญอาหารและช่วยลดความดันเลือด มีแคลเซียม และฟอสฟอรัส |
| 31 | ผักชี (Chinese paraley) | ขับลม บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร มีน้ำมันหอมระเหย แก้หวัด มีวิตามินเอและซีสูง |
| 32 | กุยช่าย (Flowering chives) | มีกากใยช่วยระบายของเสีย มีธาตุเหล็กช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง |
| 33 | ผักกาดหัว (Chinese radish) | แก้ไอ ขับเสมหะ เพิ่มภูมิต้านทางโรค มีสารช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้บีบตัวได้ดี |
| 34 | กะเพรา (Holy basil) | แก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง มีเบต้าแคโรทีนสูง ป้องกันโรคมะเร็ง และโรคหัวใจขาดเลือดได้ |
| 35 | แมงลัก (Hairy basil) | ช่วยย่อยอาหาร ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ขับลม ขับเหงื่อ |
| 36 | ดอกแค (Sesbania) | กินแก้ไขช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง เป็นยาระบายอ่อน ๆ มีวิตามินเอสูง บำรุงสายตา |
ประโยชน์ของผัก 36 ชนิด
ประโยชน์ของผัก 36 ชนิด
| ลำดับ | ชนิด | คุณสมบัติ |
| 1 | สะเดา (Neem tree) | มีเบต้าแคโรทีนสูง บำรุงสายตา เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้นอนหลับ |
| 2 | ผักกาดขาว (Chinese white cabbage) | ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ แก้ไอ มีโฟเลทสูง บำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์ |
| 3 | ต้นหอม (Shallot) | มีน้ำมันหอมระเหย บรรเทาอาการหวัด มีสารฟลาโวนอยด์ต้านมะเร็ง |
| 4 | แครอท (Carrot) | เบต้าแคโรทีนป้องกันโรคมะเร็ง มีแคลเซียม แพคเตท ลดระดับ คลอเลสเตอรอลได้ |
| 5 | หอมหัวใหญ่ (Onion) | มีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยลดอาการของโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด |
| 6 | คะน้า (Chinese kale) | มีแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และมะเร็ง |
| 7 | พริก (Chilli) | มีแคปไซซินกระตุ้นการขยายตัวของหลอดเลือด ช่วยให้เจริญอาหาร ขับเหงื่อ |
| 8 | กระเจี๊ยบเขียว (Okra) | ลดความดันโลหิต บำรุงสมอง ลดอาการกระเพาะหรือลำไส้อักเสบ |
| 9 | ผักกระเฉด(Water mimosa) | ดับพิษไข้ กากใยช่วยระบบขับของเสีย เพิ่มการเผาผลาญสารอาหาร |
| 10 | ตำลึง (Ivy gourd) | มีวิตามินเอสูง ดีต่อดวงตา เส้นใยจับไนเตรต ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร |
| 11 | มะระ (Chinese bitter cucumber) | มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อน ๆ น้ำคั้นลดระดับน้ำตาลในเลือด |
| 12 | ผักบุ้ง (Water spinach) | บรรเทาอาการร้อนใน มีวิตามินเอบำรุงสายตา ธาตุเหล็กบำรุงเลือด |
| 13 | ขึ้นฉ่าย (Celery) | กลิ่นหอม ช่วยเจริญอาหาร มีวิตามินเอ บี และซี บำรุงสมอง ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด |
| 14 | เห็ด (Mushroom) | แคลอรีน้อย ไขมันต่ำ มีวิตามินดีสูง ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เสริมกระดูกและฟัน |
| 15 | บัวบก (Indian pennywort) | มีวิตามินบีสูง ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย บำรุงสมองและความจำ บำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบ |
| 16 | สะระแหน่ (Kitchen mint) | กลิ่นหอมเย็นของใบให้ความสดชื่น ทำให้ความคิดแจ่มใส แก้ปวดหัว |
| 17 | ชะพลู (Cha-plu) | รสชาติเผ็ดเล็กน้อย แก้จุกเสียด ขับเสมหะ มีแคลเซียมสูง |
| 18 | ชะอม (Cha-om) | ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำไส้ มีเส้นใยคอยจับ อนุมูลอิสระ |
| 19 | หัวปลี (Banana flower) | รสฝาด แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และบำรุงน้ำนม มีกากใย โปรตีน และวิตามินซีสูง |
| 20 | กระเทียม (Garlic) | ลดไขมันในเลือด ป้องกันหัวใจขาดเลือด ใบกระเทียมมีโฟเลท เหล็ก วิตามินซีสูง |
| 21 | โหระพา (Sweet basil) | น้ำมันหอมระเหยทำให้โล่งจมูก ช่วยระบายลม มีเบต้าแคโรทีน แคลเซียม |
| 22 | ขิง (Ginger) | บรรเทาอาการหวัดเย็น ลดอาการคัดจมูก รสเผ็ดร้อน แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ |
| 23 | ข่า (Galangal) | น้ำมันหอมระเหย ช่วยระบบย่อยอาหารขับลม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา |
| 24 | กระชาย (Wild ginger) | บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ มีวิตามินเอและแคลเซียม |
| 25 | ถั่วพู (Winged bean) | ให้คุณค่าทางอาหารสูง มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสาร ช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว |
| 26 | ดอกขจร (Cowslip creeper) | กระตุ้นให้รู้รสอาหาร ให้พลังงานสูง ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน |
| 27 | ถั่วฝักยาว (Long bean) | มีเส้นใย ช่วยลดคอเลสเตอรอล มีวิตามินซี ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็ก บำรุงเลือด |
| 28 | มะเขือเทศ (Tomato) | มีวิตามินเอสูง วิตามินซี รสเปรี้ยว ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย และแก้อาการคอแห้ง |
| 29 | กะหล่ำปลี (White cabbage) | มีกลูโคซิโนเลท เมื่อแตกตัวจะเป็นสารต้านมะเร็ง และมีวิตามินซีสูง |
| 30 | มะเขือพวง (Plate brush eggplant) | ช่วยให้เจริญอาหารและช่วยลดความดันเลือด มีแคลเซียม และฟอสฟอรัส |
| 31 | ผักชี (Chinese paraley) | ขับลม บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร มีน้ำมันหอมระเหย แก้หวัด มีวิตามินเอและซีสูง |
| 32 | กุยช่าย (Flowering chives) | มีกากใยช่วยระบายของเสีย มีธาตุเหล็กช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง |
| 33 | ผักกาดหัว (Chinese radish) | แก้ไอ ขับเสมหะ เพิ่มภูมิต้านทางโรค มีสารช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้บีบตัวได้ดี |
| 34 | กะเพรา (Holy basil) | แก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง มีเบต้าแคโรทีนสูง ป้องกันโรคมะเร็ง และโรคหัวใจขาดเลือดได้ |
| 35 | แมงลัก (Hairy basil) | ช่วยย่อยอาหาร ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ขับลม ขับเหงื่อ |
| 36 | ดอกแค (Sesbania) | กินแก้ไขช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง เป็นยาระบายอ่อน ๆ มีวิตามินเอสูง บำรุงสายตา |
"เคล็ดลับการสร้างความจำ"
"เคล็ดลับการสร้างความจำ"
วิธีฝึกสมาธิ
ลองอ่านหนังสือแล้วเปิดเพลงไปด้วย สัก 5 นาทีแล้วถามตัวเองว่าได้ความ มากแค่ไหน ....
"ขอให้ค่อยๆลองฝึกดู เมื่อไรที่คุณแยกเสียงเพลง ออกจากการอ่านหนังสือได้ แสดงว่าคุณก็เริ่มมีคุณสมบัติเป็นนักจำที่ดีแล้ว เพราะคุณมีสมาธิ" นั่นเอง
(1)- เมื่ออ่านหนังสือ - ให้เลือกหา "วรรคทอง" ในแต่ละบทให้ได้ แล้วจดจำไว้ - หมั่นทวนวรรคทองนั้นเสมอ
(2)-เขียนวรรคทองนั้น ลงในกระดาษ- ซึ่งจะทำให้จิตใจจดจ่อกับวรรคทองนั้น
(3)-การทบทวนวรรคทองบ่อยๆ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจใหม่ ๆ -
โดยสรุปก็คือ ใช้สายตา (อ่าน) -จิตใจ(จดจ่อ) -มือ (เขียน) - อ่าน (ออกเสียง)
6 ท่าออกกำลังกาย เพิ่มพลังสมอง เสริมความจำ สร้างสมาธิ
6 ท่าออกกำลังกาย เพิ่มพลังสมอง เสริมความจำ สร้างสมาธิ
พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกเป็นอัจฉริยะ จนต่างแข่งขันพาลูกไปเรียนรู้สารพัดวิชา เพื่อให้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ มากที่สุด มีความสามารถ แต่มีใครถามหรือสนใจบ้างว่า วันนี้ลูกของเรามีโครงสร้างร่างกายและระบบประสาทที่พร้อมต่อการเรียนรู้หรือ ไม่?
สถาบันพัฒนาโครงสร้างร่างกายดีสปายน์ ไคโรแพรคติก มีผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างกระดูกสันหลัง ระบบประสาท แห่งสหรัฐอเมริกา ดร.
นาง
สำหรับเทคนิคการออกกำลังกาย ที่ทางสถาบันแนะนำทั้งเด็กและผู้ใหญ่ปฏิบัติทุกวัน มี 6 ท่า คือ
1.ท่า ปุ่มสมอง เป็นท่ากระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือด โดยเฉพาะเส้นเลือดใหญ่บริเวณลำคอ ช่วยทำให้สมองตื่นตัว เพิ่มสมาธิ และการรับรู้ โดยวางมือข้างหนึ่ง แบไว้ตรงสะดือ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งให้นวดเบาๆ บริเวณร่องบุ๋มที่อยู่ระหว่างกระดูกซี่โครงซีแรกกับซี่ที่สอง ใต้กระดูกไหปลาร้า
2.ท่าเคลื่อนไหล่สลับข้าง เป็นท่ากระตุ้นให้สมองสองซีกทำงาน เพิ่มเซลล์สมอง สมองทั้งสองซีกสื่อสารถึงกันได้ดี รวดเร็ว และทำให้ความจำดีอีกด้วย โดยเด็กๆ สามารถย่ำเท้าอยู่กับที่ ยกเข่าให้สูง ศอกซ้ายแตะเข่าขวา และศอกขวาแตะเข่าซ้ายสลับกัน
3.ท่าเกี่ยว ตะขอ ช่วยทำให้สมองทำงานประสานกันได้ดียิ่งขึ้น กระตุ้นศูนย์ควบคุมระดับการรู้สึกตัว สร้างสมาธิ เพิ่มความสมดุล เพิ่มการจดจำด้วย และช่วยกระตุ้นสมอง ส่วนที่ทำหน้าที่รับสัมผัส เริ่มจากเด็กๆ จะต้องยืนไขว้มือสองข้างให้ประสานกัน เหยียดแขนทั้งสองออกไปด้านหน้า นิ้วโป้งชี้ลงพื้นแล้วพลิกมือ ม้วนเข้าหาตัว แล้วพักไว้ที่บริเวณหน้าอก ทิ้งศอกลงทั้งสองข้าง พร้อมทั้งกระดกลิ้นติดเพดานปาก เป็นการกระตุ้นประสาทเส้นเอ็นบริเวณลิ้น
4.ท่า หมวกความคิด เป็นท่ากระตุ้นระบบประสาทเกี่ยวกับการได้ยิน โดยเด็กๆ จะต้องนวดใบหูด้านนอก ตั้งแต่บนสุด ลงล่างสุด เพื่อปลุกให้กลไกการได้ยินมีความตื่นตัว ทำให้ความจำได้ขึ้น
5.ท่า หาวเพิ่มพลัง เป็นท่ากระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อบนใบหน้าทั้งหมด ทั้งระบบประสาทตา หู กล้ามเนื้อ และปลุกให้สมองตื่นตัว ทำให้มีสมาธิโดยท่านี้เด็กๆ จะต้องทำท่าเหมือนหาว จากนั้นนวดคลึงกล้ามเนื้อบริเวณขากรรไกร
6.ท่า เลขแปดหลังยาวสำหรับการมอง เป็นท่าพัฒนาการเคลื่อนไหวของดวงตา เพื่อให้เกิดการประสานงานของมือและตา เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจำ มีความสงบเยือกเย็น มีสมาธิ เหมาะสำหรับเด็กที่ทำงานศิลปะ หรือเล่นเปียโน โดยท่านี้กำหนดให้ชูหัวแม่มือข้างใดข้างหนึ่งขึ้นไว้กลางระดับสายตา ระยะห่างประมาณช่วงศอก ตั้งศีรษะนิ่ง ไม่เกร็ง ตามองตามนิ้วที่เคลื่อนตลอด โดยลากนิ้วหัวแม่มือขึ้นไปด้านบนของขอบเขตสายตาม และลากทวนเข็มนาฬิกากลับมาด้านซ้าย จนกระทั่งนิ้ววนมาถึงจุดต่ำสุด จากนั้นหมุนย้อนเข็มผ่านจุดกึ่งกลางไปทางขวา ทำทีละข้าง
เพื่อกระตุ้นให้พ่อแม่เห็นความสำคัญในการพัฒนาโครงการร่างกาย และให้เด็กได้มีเทคนิคดูแลร่างกาย เพิ่มพลังสมอง สร้างสมาธิให้กับตนเอง สถาบันพัฒนาโครงสร้างร่างกาย ดีสปายน์ ไคโรแพรคติก จึงจัดการกิจกรรม "เพิ่มพลังสมอง เปิดโลกอัจฉริยะ" ในวันที่ 24 มีนาคม ที่โรงแรมอิมพิเรียลธารา สุขุมวิท 26 โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกามาตรวจร่างกาย และนักกายภาพมาสอนเทคนิคการออกกำลังกาย การเพิ่มสมาธิต่างๆ สนใจโทร.0-2260-6586
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10964
50 วิธีเอาชนะโรคเด็กสมาธิสั้น
| 50 วิธีเอาชนะโรคเด็กสมาธิสั้น จาก จิตเวช รามาธิบดี โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปราโมทย์ สุคนิชย์ add ย่อมาจากคำว่า attention deficit disorder หมายถึง โรคสมาธิสั้น ครูอาจารย์รู้หลายอย่างที่แพทย์ไม่รู้ นั่นก็คือ อาการของ ADD ปรากฏ ได้หลายแบบมาก ซ้ำยังเกิด ร่วมกับ ความผิดปกติอื่นๆ อีก เช่น learning disabilities หรือปัญหา ทางอารมณ์ ราวกับว่า ปัญหาของ ADD เปลี่ยนตาม สภาพอากาศ ไม่แน่นอน คาดการณ์ไม่ได้ แม้วิธีการรักษา ADD จะมี ปรากฏ ในหนังสือ มากมาย แต่ก็ยังคง เป็นงานยาก และหนัก กับผู้ปฏิบัติเสมอ
1) ข้อแรกคือ ท่านต้องมั่นใจว่าท่านกำลังช่วยเด็ก ADD มิใช่เป็นปัญหาของการได้ยิน การมองเห็น
เด็กมี ทักษะในการคงความสนใจอยู่กับเรื่องๆเดียวได้
|
ที่มา http://www.otat.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=5355636&Ntype=2
วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
ผ่าตัดฟรีสำหรับเด็ก ที่เป็นโรคหัวใจ
ผ่าตัดฟรีสำหรับเด็ก ที่เป็นโรคหัวใจ
(ภาพประกอบจาก: www.howstuffworks.com)
ถึงเพื่อน ๆ ทุกคน ช่วยส่งเรื่องนี้ต่อไปเรื่อยๆ
จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่เป็
หัวเรื่อง : รับผ่าตัดฟรีสำหรับเด็กที่เป็
องค์กร : มูลนิธิขนส่งความรัก สาขาประเทศไทย
ที่อยู่ : 1-3 ซ.พร้อมมิตร สุขุมวิท 39 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทร. : 02-662-401201-923-4042, 01-831-3143
สวัสดีครับ/ค่ะทุก ๆ ท่าน
ประเทศไทยกับประเทศเกาหลีมี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครั้งเกิ
และประเทศไทยได้ช่วยส่งกำลั
ซึ่งประชาชนเกาหลียังระลึกอยู่
ขณะนี้ สมาชิกมูลนิธิขนส่งความรัก ซึ่งเป็นคนขับรถแท็กซี่
ได้ร่วมกันรณรงค์เพื่อช่วยเหลื
การรณรงค์ดังกล่
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 เป็นต้นมา ยอดบริจาคที่ได้รับ คิดเป็นจำนวนเงินเกินกว่า 60 ล้านบาท
และรายได้ดังกล่าวสามารถช่
ในปัจจุบัน มูลนิธิขนส่งความรักได้เข้ามาตั
มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลื
มูลนิธิจะสนับสนุนโอกาสให้เด็
กรุณาติดต่อมูลนิธิของเราได้
บำบัดรักษาโรคอย่างเต็มที่เพื่
1. อายุ : เป็นเด็กสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 0 -15 ปี
2. รายได้ของครอบครัว : ครอบครัวมีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน
3. ผู้ป่วยต้องเข้ารับการตรวจที่
4. มูลนิธิขนส่งความรั
5. มูลนิธิขนส่งความรัก สาขาประเทศไทยจะเป็นผู้รับผิ
ประธานสาขาประเทศไทย : อธิการโบสถ์ Lee Kyu Sik
รองประธานสาขาประเทศไทย : Dr. Kim Se Hyun
ผู้จัดการ : Choi Young Mi
เจ้าหน้าที่สำนักงาน : Kwon Eun Suk
แจกยาฟรีผู้ป่วยลูคิเมียเรื้อรัง(ช่วยกระจายด้วย )
ประชาสัมพันธ์ครับ สำหรับผู้ป่วย หรือมีคนใกล้ตัว คนข้างบ้าน หรือคนรู้จัก เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลูคีเมีย) และ มะเร็งกระเพาะอาหาร จะได้ช่วยกันบอกต่อ... แจกยาฟรีผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลื โดยผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ สร้างความหดหู่ทั้งต่อผู้ป่ ล่าสุด บริษัทยาข้ามชาติโนวาร์ตีส ได้จัดตั้งโครงการเพื่อช่วยเหลื ( ซึ่งเป็นโครงการให้ความ ช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยมะเร็งเม็ โดยโครงการจะจัดมอบยาของบริษั ยาอื่นที่เป็นทางเลือกของผู้ป่ ดร.แดเนียล วาเซลลา ผู้บริหารระดับสูงของโนวาร์ตีส (สหรัฐอเมริกา) กล่าวว่าประเทศไทย เป็นหนึ่งใน 80 ประเทศทั่วโลก ที่ได้รับอนุมัติในโครงการดั จึงต้องการประชาสัมพันธ์เพื่อผู ทั้งนี้ ได้จัดตั้งมูลนิธิแมกซ์ซึ่งเป็ ในการประเมินและอนุมัติผู้ป่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปี 2540 โดย ' เพโดร ริวาโรลา ' ( Pedro Rivarola) เพื่อเป็นเกียรติแก่บุตรชาย ' แม็กซิมิเลียโน ริวาโรลา ' (Maximilliano Rivarola) ซึ่งเสีย ชีวิตจากโรคมะเร็งเม็ดโลหิตด้ สำห รับมูลนิธิแมกซ์ในประเทศไทยได้ การพิจารณาอนุมัติอย่างอิส ระ สำหรับผู้ป่วยที่จะขอความช่ 1. ผู้ป่วยจะต้องได้รับการวินิจฉั (CML-Chronic Myeloid Leukemia) หรือ มะเร็งกระเพาะอาหาร ( GIST) ซึ่งได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ 2. ผู้ป่วยเป็นผู้มีสัญชาติ 3. ไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ 4. ไม่สามารถจ่ายค่ารั หากมีคุณสมบัติครบให้ปฏิบัติดั 1. แจ้งความประสงค์เข้าร่ แพทย์ของท่านจะดำเนินการจัดส่ www.themaxfoundation 2. ให้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเอง ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์และชื่อของแพทย์ผู 3. ภายหลังจากที่แพท ย์ข! องท่านส่งใบสมัครมาที่มูลนิธิ เจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับไปหาท่ 4. กรณีที่ได้รับการอนุมัติ มูลนิธิจะแจ้งผลไปยังบริษัท โนวาร์ตีส ( ประเทศไทย) เพื่อจัดส่งยาผ่านแพทย์ผู้รั 5. แพทย์จะเป็นผู้แจ้งผลการพิ ส่วนโรงพยาบาลที่เข้า! ร่วมในโค รงการมี 16 แห่ง คือ 1. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ 2. โรงพยาบาลรามาธิบดี 3. ศิริราชพยาบาล 4. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 5. โรงพยาบา ลพระมงกุฎเกล้า 6. โรงพยาบาลราชวิถี 7. โรงพยาบาลวชิรพยาบาล 8. โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกี 9. โรงพยาบาลตำรวจ 10. โรงพยาบ าลภู มิพล 11. โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ 12. สถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุ 13. โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ 1 4. โรงพยาบาลหาดใหญ่ 15. โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี และ 16. โรงพยาบาลสระบุรี ผู้ป่วยหรือมีคนใกล้ชิดป่วยด้ สามารถติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติ หมายเลขโทรศัพท์ หรือจะเข้าไปดูรายละเอียดในเว็ www.themaxfoundation.com http://www.posttoday.com/ |
ทานเนื้อสัตว์กับการเกิดมะเร็ง
อันตรายอาหารเนื้อสัตว์ ก่อให้เกิดโรคมะเร็งร้ายหลาย ๆ ชนิด
ภาพจาก: VirtualErn
ยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญ และ ทีมคณะแพทย์ชื่อดังระดับโลก
ที่ทำการศึกษาวิจัยจากผู้ป่วยกว่า 500000 คนท่วโลก
ใช้เวลากว่า 7 ปี โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ แพทย์
กว่า 12000 คน
น่ากลัวคาดว่าจะมีผู้ป่วยรายใหม่ ๆ เพิ่มอีกนับร้อยล้านคนทั่วโลก
เฉพาะในประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งตกปีละหลาย ๆ หมื่นคน
และตัวเลขกำลังทวีพรุ่งสูงขึ้นถึงวันละ 12 ราย
เนื้อสัตว์ เป็นบ่อเกิด ต้นตอของนานาโรคร้ายหลากหลายชนิด
เช่นโรคมะเร็ง เต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
และจากการวิจัยล่าสุดโดยมหาวิทยาลัยแพทย์ ฮาวาด์ แห่งสหรัฐ
และมหาลัยแพทย์ ลีด แห่ง ประเทศอังกฤษ
เนื้อสัตว์ยังเป็นต้นเหตุหลัก ๆ ของมะเร็งต่อมลูกหมาก และ มะเร็งรังไข่
ข้อมูลโดยมหาลัยแพทย์ชื่อดังระดับโลก
มหาลัยเทกซัส สหรัฐ
มหาลัยชิคาโก สหรัฐ
มหาลัยฮาวาย สหรัฐ
มหาลัยฮาวาร์ด สหรัฐ
มหาลัยแพทย์ แห่งออสเตอเรีย
มหาลัยคิวเบค แห่งแคนาดา
มหาลัยออกฟอร์ด แห่งอังกฤษ
มหาลัยลีด แห่งอังกฤษ
มหาลัยแฟรงค์เฟิต แห่งเยอรมัน
โดยการสนับสนุนสถาบันวิจัย โรคมะเร็ง แห่งสหรัฐ
National Cancer Research Institute - USA
www.cancer.gov
สถาบันโรคมะเร็ง แห่ง WHO
The World Cancer Research Fund ( WCRF )
www.wcrf-uk.org
และวารสารสุขภาพชื่อดังระดับโลกกว่า 100 ฉบับรวมถึง
เอกสารทางการแพทย์ จากมหาวิทยาลัยแพทย์ชื่อดังก้องโลก
ไม่กินเนื้อสัตว์ แล้วเราจะตายหรือไม่
(พุทธศาสตร์+วิทยาศาสตร์)
มุมมองความเห็นจากพระสงฆ์ไทย
ได้ให้ข้อมูลว่าขณะนี้ประเทศอังกฤษ ประชากรกว่า40% หรือเกือบ 30 ล้านคน
ได้ละเลิกการบริโภคเนื้อสัตว์ มาเป็นอาหารมังสวิรัติ
ปลอดเนื้อสัตว์ เพื่อสุขภาพ และ หวั่นเกรงมหันตภัยโรคร้าย
จากเนื้อสัตว์ ที่เคยคุกคามฆ่าชีวิตชาวอังกฤษเป็นจำนวนมากจากโรคมะเร็ง ไขมันอุดตัน
โรคหัวใจ ปีละจำนวนมาก ๆ ต่อเนื่องด้วยโรควัวบ้าระบาด เมื่อ 6 ปีก่อน และอีก 3 ปีถัดมา
โรคไข้หวัดนกระบาด ทำให้ชาวอังกฤษหวาดผวาภัยจากเนื้อสัตว์
ข้อมูลที่น่าสนใจในเวปข้างล่าง
http://www.watisan.com/wizContent.asp?wizConID=785&txtmMenu_ID=7
http://www.watisan.com/showdetail.asp?boardid=1080
----------------------------------------------------------------------------------------
นักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานใหม่ยืนยันว่า การกินเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปในปริมาณที่มากเกินไปส่งผลเสียต่อสุขภาพ
นักวิจัยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ศึกษาและเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคกว่า 500,000 คน พบว่า ผู้ ที่กินเนื้อแดง (เรดมีต) หรือเนื้อแปรรูปประมาณ 160 กรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับสเต๊ก 6 ออนซ์ มีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะ โรคมะเร็งและโรคหัวใจ เมื่อเทียบกับผู้ที่กินเนื้อแดง หรือเนื้อแปรรูปแค่วันละ 25 กรัม หรือเทียบเท่ากับเบคอนชิ้นเล็กๆ บางๆ เพียงชิ้นเดียว
ใน ทางตรงกันข้าม กลุ่มที่กินเนื้อขาว (ไวต์มีต) จำพวกเนื้อสัตว์ปีกและเนื้อปลา จะมีความเสี่ยงลดลงที่จะเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บดังกล่าว
ผล การคำนวณยังพบว่า ร้อยละ 11 ของการเสียชีวิตในผู้ชาย และร้อยละ 16 ของการเสียชีวิตในผู้หญิงสามารถป้องกันได้ ถ้าพวกเขาหันมาบริโภคเนื้อแดงให้เหลือแค่วันละ 25 กรัม หรือเท่ากับเบคอนชิ้นบางๆ เล็กๆ 1 ชิ้น
นักวิจัยระบุด้วยว่า สารก่อมะเร็งจะเกิดขึ้นในช่วงที่นำเนื้อแดงไปปรุงเป็นอาหารด้วยอุณหภูมิร้อน จัด เนื้อแดงประกอบไปด้วยไขมันอิ่มตัว ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกับมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ การบริโภคเนื้อแดงแต่น้อยจึงทำให้ความเสี่ยงเป็นมะเร็งน้อยลง และลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ เพราะการกินเนื้อแดงน้อย จะส่งผลให้ความดันเลือดและระดับคอเลสเตอรอลลดลง ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากมหาวิทยาลัยโมนาช ประเทศออสเตรเลีย แนะนำให้รับประทานเนื้อแดงวันละประมาณ 30 กรัม เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารครบถ้วน แต่ถ้ารับประทานเกินกว่านี้จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ
ข้อมูลจาก นสพ มติขน รายวัน
1 เมษายน 2552
ฟัน ธงกิน"เนื้อแดง"มาก เพิ่มเสี่ยงป่วยมะเร็ง-โรคหัวใจ -
สาเหตุทำไมชาวอเมริกันมีผู้ป่วยโรคมะเร็ง และ หัวใจ สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
เวปน่าสนใจ มีสาระ เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า เพื่อลด ความเสี่ยงจากโรคมะเร็งร้าย
http://www.watisan.com/showdetail.asp?boardid=1080
เอกสาร งานวิจัย ที่น่าสนใจจาก ตปท เพื่อสุขภาพที่ดี กว่า ลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งร้าย
for your healthy life เพื่อสุขภาพที่ดี กว่า ลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งร้าย โรคหัวใจ
http://www.watisan.com/showdetail.asp?boardid=1080